ทำไมเราถึงควรไปสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร

การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์เรามาก ถึงแม้ว่าดูระยะสั้นมันไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลย จริงที่ว่าในโลกนี้ยังมีเรื่องปัญหาปากท้อง ก่อการร้าย หรือโรคภัยไข้เจ็บอีกเยอะที่คนควรจะสนใจและแก้ปัญหามัน (ตอนนี้ก็มีคนใส่ใจไปทำพวกนี้เยอะแยะอย่าง Bill & Melinda Gates Foundation หรือ World Food Programme) แต่นี่มันเป็นเรื่องของระยะยาวและต้องมองมันในภาพใหญ่จริงๆ รู้สึกเสียดายที่คนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับมัน

ถ้าย้อนกลับไปดูในประวัติของโลกนี้ ตั้งแต่เริ่มมีสิ่งมีชีวิตมา มันมีเหตุการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (mass extinction) มาประมาณ 5 ครั้ง ตอนล่าสุดคืออุกกาบาตพุ่งเข้าชนโลกในยุคไดโนเสาร์ (จริงๆเป็นอุกาบาตขนาดเล็กมาก ถ้าเปรียบขนาดโลกเท่ากับตึก 3 ชั้น อุกกาบาตที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธ์ุทั่วโลกมันมีขนาดเท่าลูกถั่วเม็ดนึง) ถ้าเราดูเหตุการสูญพันธ์ุตั้งแต่เริ่มแรกเราจะเห็นเป็นแนวโน้มว่าอีกไม่นานคงจะเกิดขึ้นอีก1

Credit: waitbutwhy.com
Credit: waitbutwhy.com

ที่จริงมีสิ่งอันตรายมากมายที่สามารถทำให้สัตว์โลกสูญพันธ์ุแบบทันทีทันใดได้ ไม่ว่าจะเป็นอุกาบาต, supernova, solar super flare, หลุมดำที่หลุดมา, โรคระบาด (epidemic) แบบที่ไม่ได้มีแฮปปี้เอ็นดิ้งเหมือนในหนัง Hollywood, หรือ superintelligence ซึ่งสิ่งพวกนี้มันเป็นภัยที่เกินเอื้อมมือมนุษย์เราแน่นอน เราเข้าไปแทรกแซงอะไรมากไม่ได้ โดยเฉพาะภัยจากอวกาศ

ถ้ารู้อย่างนี้เราก็ควรจะเตรียมตัวไว้หรือเปล่า?

ลองดูวิธีคิดที่ทำให้นึกภาพง่ายๆนะ…

เปรียบว่าโลกนี้เป็นคอมพิวเตอร์และสัตว์โลกรวมถึงมนุษย์เราเป็นข้อมูลต่างๆในฮาร์ดไดรฟ์ (เทียบว่าเวลาหนึ่งเดือนในเรื่องนี้เท่ากับเวลาจริง 50 ล้านปี) ตั้งแต่ที่เราซื้อคอมพ์เรามาตอนเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วฮาร์ดไดรฟ์มันพัง (crash) ไปแล้ว 5 รอบ ในเดือน สิงหาคม, กันยายน, ธันวาคม, มกราคม, และเมษายน พอรีบูตกลับมาข้อมูลหายไปประมาณ 70% ทุกครั้ง ยกเว้นตอนเดือนมกราคม ที่ข้อมูลหายไป 95%

แล้วตอนนี้คือปลายเดือนพฤษภาคมปีปัจจุบัน เอกสารชื่อ HomoSapiens.docx เพิ่งถูกสร้างเมื่อประมาณ 2 ชั่วโมงที่แล้ว คิดดู เรามีฮาร์ดไดรฟ์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลสำคัญมากๆพวกนี้ แล้วจากการที่เราเคยใช้งานคอมพิวเตอร์เรา เรารู้ว่าทุกๆ 2-3 เดือน ข้อมูล (i.e. สัตว์โลกทั้งหมด) จะหายไปประมาณ 70% โดยครั้งสุดท้ายที่มันพัง (i.e. การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่) คือตอนเมื่อเดือนกว่าๆที่แล้ว

เราควรจะทำอะไรหละ?

เราควรจะทำสำรองข้อมูล (back up) ไว้ใน external hard drive โดยเฉพาะไฟล์ HomoSapiens.docx

โครงการอวกาศต่างๆอย่าง NASA, ESA หรือโดยเฉพาะบริษัทเอกชน SpaceX นี่แหละที่จะเป็นตัวช่วย back up สายพันธุ์เราโดยการที่วางแผนจะเอามนุษย์ไปตั้งหลักปักฐาน สร้างอาณานิคมที่ดาวอังคาร (แล้วดาวอื่นๆอีกต่อไปในอนาคต) จริงอยู่ว่าดาวอังคารไม่ได้ปลอดภัยหรืออยู่อาศัยง่ายกว่าเลย (เรื่องความเป็นไปได้นี้ยังต้องทำวิจัยและคิดเทคโนโลยีใหม่ๆอีกเยอะ)

เค้ามีคิดที่จะส่งไปรอบละ 100-200 คน พอผ่านไปซัก 4-5 ทศวรรษ เทคโนโลยีเดินทางอวกาศจะดีขึ้นทำให้ส่งไปได้รอบละมากคนขึ้น และทำให้ตั๋วค่าไปถูกลง และหวังว่าอาณานิคมเล็กๆ จะกลายเป็นเมืองใหญ่ที่มีคนอยู่ซักล้านคน เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและสถานบันเทิงต่างๆเหมือนโลกเรา

เท่านั้นเราก็ได้ทำ backup ของสายพันธุ์มนุษย์เราอย่างเสร็จสมบูรณ์ กลายเป็นสายพันธุ์ต่างดาวเคราะห์ (interplanetary species). นั่นแหละคือ “ก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ” (giant leap for mankind) ที่ Neil Armstrong เคยพูดถึงอย่าแท้จริง ถ้าโลกโดนอะไรขึ้นมา มนุษย์เรายังคงมีดำรงอยู่ต่อไป

1412161797318_wps_12_article_2238944_163A07800-1
ในอนาคตเราอาจจะอยู่อาศัยบนดาวอังคารแบบนี้ก็เป็นได้

ถ้าจะถามว่าจะมีเหรอคนที่บ้าจะยอมทิ้งโลก ทิ้งบ้าน ทิ้งครอบครัวเพื่อที่จะไปอยู่ดาวอังคาร มีอยู่แล้ว ดูตอนปี ค.ศ. 1605 คนยุโยปที่เริ่มย้ายไปก่อตั้งอาณานิคมที่ทวิปอเมริกา (New World) มีน้อยคนมาก มีแต่พวกบ้าๆ ที่กล้าทิ้งบ้านเกิดตัวเอง ขายบ้านขายของเพื่อที่จะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ Jamestown หรือ Plymouth คนกลุ่มแรกที่จะไปดาวอังคารก็จะเป็นเหมือนกันนี่แหละ

ตอนแรกอาจจะไปอยู่ซัก 2 ปีก่อน2 แล้วคนเหล่านั้นก็จะกลับมาทำให้คนบนโลกรู้ว่าจริงๆแล้วการไปดาวอังคารไม่ใช่เป็นตั๋วขาไปอย่างเดียว เราก็เดินทางกลับได้

คนบนโลกจะเห็นบางคนกลับมากลายเป็นคนดังเพราะความกล้าหาญของเค้า บางคนอาจจะเขียนหนังสือยอดขายอันดับหนึ่ง บางคนอาจจะทำเป็น YouTube, รายการทีวี หรือภาพยนตร์ — คนก็เริ่มอยากจะไปมากขึ้น

คนบนโลกจะเห็นรูปถ่ายสวยๆจากการไปเดินขึ้นภูเขาที่สูงที่สุดในระบบสุริยะ (Olympus Mons) ที่ทำให้ Mount Everest เป็นเหมือนกับเขาขนาบน้ำ หรือแคนย่อน Valles Marinaris ที่ทำให้ Grand Cayon กลายเป็นเหมือนคลองแห้ง — คนก็อยากจะไปมากขึ้น

คนบนโลกก็จะรู้ว่ากระโดดลงจากเหวสูง 6-7 เมตรลงมาได้โดยที่ไม่บาดเจ็บอะไรเลย และเห็นคลิป YouTube ของพวกกีฬาผาดโผนใหม่ๆที่เล่นได้โดยเฉพาะบนดาวอังคาร เพราะมีแรงโน้มถ่วงแค่เท่ากับ 38% ของโลก — คนก็อยากจะไปมากขึ้น

อีกอย่าง อาจจะมีระบอบการปกครองแบบใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้น ที่ไม่มีรัฐบาลปกครองเลยก็เป็นได้ ทุกคนสามารถโหวตเรื่องต่างๆได้โดยตรง ทำให้บรรลุฉันทามติ (achieve consensus) ได้ง่ายขึ้น

แต่ก็แน่นอนอยู่แล้วว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีปัญญาไปกลับได้ง่ายๆ ยังไงก็อาจจะต้องขายบ้านขายของเพื่อที่จะได้ไป เหมือนตอนที่คนเริ่มไปอยู่ที่อเมริกา แต่เรื่องพวกนี้จะทำให้คนตื่นตัวมากขึ้น เพราะมันมีความแปลกใหม่อยู่เยอะ แล้วคนก็อยากจะไปเป็นคนแรกที่ทำอะไรบนดาวอังคาร เช่น เปิดร้านส้มตำร้านแรก สนามฟุตบอลแห่งแรก เป็นคนแรกที่พิชิตยอดเขา Olympus Mons หรือเป็นคนแรกที่นำยางพาราไปขายตามที่ท่านนายกฯเคยกล่าวไว้

photo_2016-05-25_13-09-55

ส่วนเรื่องค่าตั๋วไปดาวอังคารมันแพงแน่นอน ก็เลยมีบริษัทที่พยายามทำให้การบินอวกาศถูกลง ตอนนี้แพงมากเพราะจรวจใช้ได้แค่ครั้งเดียวแล้วถูกโยนทิ้งหมด เขาเลยพยายามหาวิธีนำจรวจที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่เพื่อที่จะช่วยลดต้นทุน (cost-per-launch) นึกดูว่าตอนเราบินจากกระบี่ไปกรุงเทพฯ เรานั่งเครื่องบินลำใหม่เอี่ยม พอถึงแล้วสายการบินโยนมันทิ้งทุกไฟล์ท แล้วมาสร้างลำใหม่สำหรับแต่ละไฟล์ท ค่าตั๋วมันคงจะแพงมากๆ

Credit: SpaceX
ภาพจำลองจรวด Falcon Heavy ที่จะนำออกมาใช้ปลายปี 2016 และสำหรับส่งยานอวกาศไปดาวอังคารในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า Credit: SpaceX

แน่นอนอยู่แล้วว่าสำหรับคนทั่วไปฟัง(อ่าน)ดูคงจะหัวเราะเยาะว่ามันเป็นเรื่องแค่ในนิยาย sci-fi, เพ้อฝัน, ไร้สาระ, ไม่มีทางเป็นไปได้, “บ้าหรือเปล่า มันไม่เกี่ยวกับเรา” แต่ลองนึกภาพดูว่าถ้าเราบอกคนสมัย 30-40 ปีก่อน ว่าในอนาคต เราจะสามารถคุยเห็นหน้ากับคนอีกฝั่งนึงของโลกได้โดยใช้แผ่นสี่เหลี่ยมในฝ่ามือแผ่นนึง เค้าก็คงจะหัวเราะเยาะเราเหมือนกัน เข้าใจว่ามองดูตอนนี้อาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่กล้าคิดจะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ Christopher Columbus คงจะไม่ได้ล่องเรือข้ามมหาสมุทรมาพบโลกใหม่ (New World) , พี่น้องตระกูลไรต์ (the Wright brothers) คงจะไม่ได้สร้างเครื่องบินลำแรก หรือสหรัฐอเมริกาคงจะไม่ได้ส่งคนไปเดินบนดวงจันทร์คืออย่างที่กล่าวไว้ เรื่องนี้มันเป็นปัญหาระยะยาว มันอาจไม่ได้กระทบกับเราหรือลูกๆหลานๆหรือเหลนๆเราด้วยซ้ำ จะให้คนทุกคนมาสนใจก็คงจะเป็นไปไม่ได้ แต่ยังไงเราก็ควรที่จะมองเรื่องนี้ในมุมของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด รวมถึงรุ่นต่อๆมาในอนาคต ไม่ใช่แค่ภายในช่วงชีวิตเราทุกๆครั้งที่เห็นรัฐบาลประเทศต่างๆหรือนักวิชาการออกมาบอกว่า…

เห้ย อย่าไปสนใจเรื่องโครงการอวกาศหรือไปสร้างอาณานิคมอยู่ดาวอังคารเลย เรามีปัญหาอีกตั้งเยอะแยะบนโลกเราที่เราต้องจัดการกับมัน

มันเหมือนกับพวกเขาบอกว่า…

เดี๋ยวเราค่อยดูแลสุขภาพทีหลัง ตอนนี้เราต้องทำงานผ่อนบ้านผ่อนรถให้หมดก่อน

คือยังไงมันก็ต้องมีเรื่องสำคัญที่ต้องเข้าไปดูแลก่อนอยู่แล้ว แต่ถ้ามัวแต่ไปใส่ใจเรื่องด่วนๆพวกนี้จนลืมคำนึงถึงเรื่องที่สำคัญในภาพใหญ่ ก็จะทำให้ความเสี่ยงต่อการอยู่รอดของมนุษย์ (existential risk) ยิ่งสูงขึ้นไปอีก

เท่าๆที่เรารู้ โลกอาจจะเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ในจักรวาลนี้ก็เป็นได้ คิดดูมันน่าเศร้านะที่ว่าดาวเคราะห์สีฟ้าลูกเล็กๆลูกนึงกลางอวกาศที่กว้างขวาง ไม่มีทางเลยที่ใครจะมาเจอได้โดยบังเอิญ ที่อุตส่าห์ได้โอกาศมีสิ่งมีชีวิตอยู่อาศัย โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่มีสติสัมปชัญญะ (consciousness) จะหายไปได้แค่ในพริบตา เหมือนชะตากรรมไดโนเสาร์และสัตว์พันธุ์อื่นๆสมัยก่อน

แล้วเราคิดว่ามนุษย์เรามันต่างกับสัตว์อื่นๆยังไงที่จะเป็นข้อยกเว้นจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่กระทันหันที่หนีไม่พ้นนี้ได้…


  1. นักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่าจริงๆแล้วตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงเวลานั้นเลย สัตว์โลกหลายพันธ์ุตอนนี้กำลังจะสูญพันธ์ุและก็สูญพันธ์ุไปเยอะแล้วเพราะกิจกรรมของมนุษย์เรานี่แหละ
  2. เพื่อรอให้ดาวอังคารกับโลกอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการเดินทางกลับ

อ้างอิงบางส่วนจาก waitbutwhy.com

Leave a Comment

Your email address will not be published.